วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Jurisdiction : Outer Space

เขตอำนาจ : อวกาศ

เขตอำนาจระหว่างประเทศเหนือพื้นที่นอกน่านฟ้า แม้ว่าจะไม่มีรัฐใดใช้เขตอำนาจเหนืออวกาศ แต่เรื่องอวกาศนี้ก็เป็นเรื่องที่ประชาคมระหว่างประเทศได้ให้ความสนใจมากยิ่งขึ้นเรื่องหนึ่ง นับตั้งแต่ดาวเทียมจากโลกดวงแรกได้ถูกส่งไปโคจรรอบโลกเมื่อปี ค.ศ. 1957 ในปี ค.ศ. 1959 สหประชาชาติได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการถาวรว่าด้วยการใช้อวกาศโดยสันติขึ้นมาในปี ค.ศ. 1961 สมัชชาใหญ่ได้ประกาศโดยเอกฉันท์ว่ากฎหมายระหว่างประเทศรวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติให้ใช้กับอวกาศและเทหวัตถุบนฟากฟ้าต่าง ๆ ด้วยและว่าอวกาศและเทหวัตถุบนท้องฟ้าเปิดกว้างเพื่อการสำรวจและการใช้ให้แก่ทุกรัฐโดยสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ และจะต้องไม่ตกอยู่ในการถือครองของชาติใด ๆในปี ค.ศ. 1963 หลักการเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากปฏิญญาแห่งหลักการทางกฎหมายที่ใช้ควบคุมกิจกรรมในอวกาศ ซึ่งกำหนดไว้ดังนี้ : (1) การสำรวจและการใช้อวกาศจะต้องเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของมนุษยชาติทั้งปวง (2) รัฐที่ดำเนินกิจกรรมดังกล่าวจะต้องมีภาระรับผิดชอบระหว่างประเทศต่อการกระทำดังกล่าวของตน (3) กิจกรรมในอวกาศทั้งปวงจะต้องดำเนินไปตามหลักของความร่วมมือและการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (4) รัฐที่ส่งวัตถุหรือบุคคลขึ้นไปในอวกาศย่อมมีเขตอำนาจเหนือวัตถุหรือบุคคลนั้นขณะอยู่ในอวกาศ และขณะเมื่อกลับคืนมาสู่โลกไม่ว่าจะตกลงมาอยู่ที่จุดใด (5) รัฐมีภาระจะต้องชดใช้สำหรับความสูญเสียใด ๆ อันจะเกิดบนโลก ในน่านฟ้าหรือในอวกาศ อันมีสาเหตุมาจากวัตถุที่ตนส่งขึ้นไปในอวกาศนั้น และ (6) นักบินอวกาศให้ถือว่าเป็นทูตของมวลมนุษย์ในอวกาศ และในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรัฐทั้งปวงก็จะต้องให้ความช่วยเหลือแก่พวกเขาและให้รีบส่งตัวพวกเขาคืนให้แก่รัฐที่เป็นเจ้าของยานอวกาศ หลักการเหล่านี้มีอยู่ในสนธิสัญญาว่าด้วยอวกาศซึ่งได้รับการยอมรับโดยสมัชชาใหญ่เมื่อปี ค.ศ. 1966 และมีผลบังคับใช้สำหรับรัฐที่ให้สัตยาบันเมื่อปี ค.ศ. 1967

ความสำคัญ อวกาศและน่านฟ้าได้รับการรับรองในกฎหมายระหว่างประเทศว่าเป็นเขตสองเขตที่มีความแตกต่างกัน แต่ก็ยังไม่มีการแบ่งเขตให้เป็นที่แน่ชัด ผู้รู้บางท่านได้ให้คำนิยาม น่านฟ้าว่า พื้นที่สำหรับใช้บินของอากาศยาน ดังนั้นอวกาศก็คือพื้นที่ที่พ้นจากอำนาจอธิปไตยของรัฐชาติ ส่วนน่านฟ้าอยู่ภายในเขตอำนาจขององค์อธิปัตย์เหนือดินแดนที่อยู่เบื้องล่างนั้น หลักการเหล่านี้ที่มีอยู่ในปฏิญญาต่าง ๆ ของสหประชาชาติเป็นแต่เพียงข้อเสนอแนะ จวบจนกระทั่งสนธิสัญญาว่าด้วยอวกาศได้รับการให้สัตยาบันเมื่อปี ค.ศ. 1967 ถึงแม้ว่าสนธิสัญญาฉบับนี้จะพยายามทำให้อวกาศเป็นเรื่องระหว่างประเทศและพยายามทำให้เกิดความมั่นใจว่าการสำรวจและการใช้อวกาศจะเป็นไปโดยสันติ แต่จากข้อพิจารณาทางด้านการทหารของสหรัฐอเมริกาและอดีตสหภาพโซเวียต ได้มาทำลายวัตถุประสงค์ของสนธิสัญญาไปเสียสิ้น หากอำนาจระหว่างประเทศสามารถควบคุมการใช้อวกาศได้อย่างมีประสิทธิผลก็จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในโลกนี้ได้

Jurisdiction : Partition

เขตอำนาจ : การแบ่งดินแดน

วิธีการกำหนดหรือจัดแบ่งเขตอำนาจเหนือดินแดน โดยการแบ่งดินแดนระหว่าง 2 อธิปไตยหรือมากกว่า การแบ่งดินแดนเป็นวิธีการที่มักนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับการอ้างอธิปไตยเหนือดินแดน

ความสำคัญ การแบ่งดินแดนเป็นเรื่องเก่าที่มีมาพร้อมกับประวัติศาสตร์ของรัฐชาติ ในประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า รัสเซีย ปรัสเซีย และออสเตรียให้ความสนใจอย่างต่อเนื่องที่จะแบ่งดินแดนของโปแลนด์จนกระทั่งประเทศโปแลนด์สูญสิ้นความเป็นรัฐเพิ่งจะได้กลับมามีสภาพเป็นรัฐอีกครั้งหนึ่งหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง การแบ่งดินแดนอาจจะมีการเรียกร้องอยู่ในข้อตกลงสันติภาพ และจะมีหรือไม่มีการออกเสียงประชามติหรือการลงคะแนนเสียงของประชาชนด้วยก็ ได้ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง อินเดียของอังกฤษได้ถูกแบ่งเป็นสองส่วนระหว่างประชาคมชาวฮินดูกับประชาคมชาวมุสลิม กลายเป็นรัฐอินเดียกับรัฐปากีสถาน ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองฝ่ายพันธมิตรผู้ชนะสงครามเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ทำให้มีการแบ่งแยกเยอรมนีออกเป็นสหพันธรัฐเยอรมนี (เยอรมนีตะวันตก) กับสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมัน (เยอรมนีตะวันออก) ในทำนองเดียวกัน เกาหลีก็ได้ถูกแบ่งให้เป็นสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) กับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ)

Jurisdiction : Prescription

เขตอำนาจ:สิทธิในที่ดินซึ่งได้โดยการครอบครองมาเป็นเวลานาน

วิธีที่ได้รับการรับรองในกฎหมายระหว่างประเทศว่า รัฐใดรัฐหนึ่งสามารถได้กรรมสิทธิ์ในดินแดนที่แต่เดิมรัฐอื่นอ้างกรรมสิทธิ์อยู่ก่อนได้โดยการครอบครองติดต่อกันเป็นเวลานาน และการที่องค์อธิปัตย์เดิมนิ่งเฉยเสียนานโดยที่ไม่ยอมคัดค้านต่อการใช้เขตอำนาจของรัฐอื่น ก็เป็นมูลเหตุให้เกิดการถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ของดินแดนนั้นได้

ความสำคัญ สิทธิในดินแดนซึ่งได้มาโดยการครอบครองเป็นเวลานานนี้ จะสร้างกรรมสิทธิ์ให้แก่รัฐใดรัฐหนึ่งได้ก็ต่อเมื่ออธิปไตยเหนือดินแดนนั้น ได้เคยอยู่กับรัฐอื่นมาก่อน หากไม่มีองค์อธิปัตย์เคยอยู่ในดินแดนนั้นมาก่อน กรรมสิทธิ์ในดินแดนนั้นจะได้มาโดย การค้นพบจากแนวความคิดในเรื่องสิทธิในดินแดนซึ่งได้มาโดยการครอบครองมาเป็นเวลานานนี้ แสดงให้เห็นว่า เพียงมีกรรมสิทธิ์อย่างเดียวไม่เป็นการเพียงพอที่จะคงดินแดนนั้นไว้กับตนได้ จะต้องมีการกระทำควบคู่ไปกับการใช้เขตอำนาจเหนือดินแดนนั้นอย่างมีประสิทธิผล กฎหมายระหว่างประเทศมิได้ระบุห้วงเวลาไว้เป็นการแน่นอนว่าเมื่อใดกรรมสิทธิ์ในดินแดนจะถ่ายโอนไปเป็นของรัฐที่มาใช้ประโยชน์ในดินแดนนั้นอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย เมื่อการอ้างกรรมสิทธิ์ในดินแดนโดยการครอบครองเป็นเวลานานถูกนำไปให้ศาลหรืออนุญาโตตุลาการตัดสิน แต่ละคดีก็จะถูกตัดสินโดยเที่ยงธรรมโดยอิงหลักเกณฑ์ของกฎหมายระหว่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น การอนุญาโตตุลาการเกาะพาลมัส (ค.ศ. 1928) ระหว่างสหรัฐอเมริกากับเนเธอร์แลนด์ ได้ตัดสินให้การรับรองกรรมสิทธ์ในดินแดนแห่งนั้นของเนเธอร์แลนด์โดยอิงหลักการใช้เขตอำนาจอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายมานาน

Jurisdiction : Territorial Waters


เขตอำนาจ : น่านน้ำอาณาเขต

แนวน้ำที่อยู่ประชิดกับชายฝั่งของรัฐ ซึ่งรัฐนั้นใช้อำนาจอธิปไตยเหนือน่านน้ำอาณาเขตกว้าง 3 ไมล์ เป็นพิกัดขั้นต่ำสุดที่ได้รับการรับรองโดยรัฐต่าง ๆ ทั่วโลก แต่ยังไม่มีการยอมรับโดยทั่วไปในพิกัดสูงสุด มีรัฐจำนวนหนึ่งอ้างเขตอำนาจเหนือน่านน้ำอาณาเขตกว้าง 12 ไมล์ และมีบางรัฐอีกเหมือนกันอ้างเขตอำนาจเหนือน่านน้ำอาณาเขตกว้าง 200 ไมล์ สนธิสัญญาว่าด้วยกฎหมายทะเลปี ค.ศ. 1982 ได้กำหนดให้รัฐชายฝั่งมีเขตอำนาจเหนือน่านน้ำอาณาเขต 12 ไมล์ แต่ก็ยังมีหลายรัฐไม่ยอมให้สัตยาบันสนธิสัญญาฉบับนี้

ความสำคัญ เขตน่านน้ำอาณาเขตควรจะเป็นเท่าใดมักเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันในประชาคมระหว่างประเทศ เขตน่านน้ำในพิกัดขั้นต่ำสุด 3 ไมล์ได้รับการยอมรับในช่วงคริสตศตวรรษที่ 18 ว่าเป็นพิกัดที่อำนาจการยิงของปืนใหญ่ที่ยิงจากชายฝั่งสามารถไปได้ถึง ที่อ้างสิทธิเหนือน่านน้ำอาณาเขตมีพิกัดกว้างไกลไปกว่านี้นั้น ก็มักจะเกี่ยว ข้องกับเรื่องทางการเมืองหรือทางยุทธศาสตร์ หรือเพราะว่าเป็นแหล่งทรัพยากรบางอย่าง เช่น แหล่งประมงหรือแหล่งน้ำมัน เป็นต้น ที่รัฐชายฝั่งต้องการจะมีเขตอำนาจทางดินแดนเหนือแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นเอง ถึงแม้ว่าการประชุมที่เจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเล (ปี ค.ศ. 1958 และ ปี ค.ศ. 1960) จะก่อให้เกิดอนุสัญญาต่าง ๆ ที่ว่าด้วยทะเลหลวง ว่าด้วยไหล่ทวีป ว่าด้วยการอนุรักษ์แหล่งประมง และว่าด้วยน่านน้ำอาณาเขต (หลักเกณฑ์ว่าด้วยการใช้) แต่การประชุมดังกล่าวก็ไม่สามารถสร้างมติด้วยคะแนนเสียงสองในสามที่จำเป็นสำหรับการที่จะกำหนดพิกัดของน่านน้ำอาณาเขตให้เป็นแบบเดียวกันได้

Jurisdiction : Thalweg


เขตอำนาจ : ร่องน้ำลึก

หลักเกณฑ์ของกฎหมายระหว่างประเทศที่กำหนดถึงจุดที่ตั้งของเส้นพรมแดนระหว่างสองรัฐที่แยกออกจากกันโดยมีแม่น้ำที่สามารถเดินเรือได้คั่นอยู่กลาง ร่องน้ำลึกที่ภาษาอังกฤษใช้ว่า ทัลเว็ก หรือ ดาวน์เวย์ ก็คือ จุดกึ่งกลางของร่องน้ำใหญ่ (หรือ เมนแชนเนล หรือ ดาวสตรีมเคอร์เร้นท์)

ความสำคัญ แม่น้ำอาจเปลี่ยนทางเดินได้เพราะผลมาจากสาเหตุทางธรรมชาติ หากไม่สามารถตกลงในเรื่องเส้นพรมแดนนี้ให้เป็นที่แน่ชัดได้แล้ว ก็อาจจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับเรื่องต่อไปนี้ คือ ปัญหาพิกัดอัตราภาษีศุลกากร ปัญหาเงินค่าผ่านทาง ปัญหาเขตอำนาจเหนือเรือ และปัญหาผู้หลบหนีคดีอาญาข้ามรัฐ หลักเกณฑ์เกี่ยวกับร่องน้ำลึกนี้สามารถนำไปใช้กับปากแม่น้ำและอ่าวได้ด้วย

บทความที่ได้รับความนิยม